วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

UX คืออะไร ( รีวิวจากการไปเรียนที่สิงคโปร 2 - 3 Nov 2015) Part 1


UX คืออะไร ( รีวิวจากการไปเรียนที่สิงคโปร 2 - 3 Nov 2015)


UX ย่อมาจาก User Experience หรือ ประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ (แล้วแต่จะแปลนะ)

ภาพรวมๆ ก็ประสบกาณ์ใช้งานของ USER นั่นแหละครับ


UX มันดียังไง มันช่วยอะไรเรา


ผมจะยกตัวอย่างเรื่องว่าประโยชน์ของ UX ว่าดีอย่างไรครับ เวลาคุณเดินเขาห้างหนึ่ง คุณอยากจะได้ไมโครเวฟ คุณจะต้องไปทีแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าถูกต้องไหมครับ อ่าถ้าคุณเดินหาแผนกไฟฟ้าไม่เจอ คุณจะถามทางเจ้าหน้าที่ และถ้าเจ้าหน้าที่มันบอกทางไม่ถูกหรือ บอกแล้วแต่ก็ยังไม่เจออยู่ คุณก็จะเดินออกไปแล้วไป ห้างใหม่ที่น่าสนใจกว่า

ไม่ว่าจะเวปไซต์ หรือห้างสรรพสินค้า หรือไปต่างจังหวัด แม้แต่การ Design ทัพพี ถ้ามี UX ที่ดีเราก็สะดวกสบายในการใช้งานและยังทำให้เราอยากกลับไปใช้งานอีก



UX มันต้องคำนึงถึงอะไร 

“ไม่มี Design ไหนดีที่สุด และไม่มี Design ไหนแย่ที่สุด”



อ่าว พูดงี้ แล้วมันยังไงกันล่ะ เดี๋ยวผมจะค่อยมาอธิบายเรื่อง Design ดีและแย่ มันคืออะไร มาเริ่มที่เรื่อง UX คำนึงอะไรดีกว่า UX นั้นต้องคำนึงถึง Users หรือคนที่จะมาใช้งานของที่เรา Design  เป็นคนเพศไหน ช่วงอายุเท่าไหร่ คนในแทบประเทศอะไร วัฒนธรรมยังไง ทำอาชีพอะไร เป็นต้น อันที่จริงก็หลายๆ อย่างประกอบกัน ยิ่งเรามีข้อมูลมากเท่าไหร่ เราจะ Design ให้เหมาะสมกับคนเหล่านั้นมากเท่านั้น

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าไม่มีอะไรดีที่สุด มีแต่เหมาะสมที่กับคนใช้งานมากที่สุดครับ


Know Thy Users  -


ติดตามต่อ Part 2 นะครับ

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2558

อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองหรอ ทำงี้ซิ



หลายๆ คนอยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง อยากให้คนอื่นสนใจ ทำไมเขาไม่ใส่ใจเราเลย แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง ถ้าเป็นแนวทางผมล่ะก็ไม่ยากครับลองฝึกตามนี้ดู


1. พูด “ขอบคุณ” ให้บ่อยขึ้น
2. พูด “ขอโทษ” ให้บ่อยขึ้น


สองอย่างนี้แหละครับ

พูดขอบคุณในทุกๆ โอกาสที่มีคนทำอะไรให้ ยกตัวอย่าง พนักงานเซเว่นหยิบของใส่ถุงแล้วยื่นให้เรา ไปจนถึงมีคนมอบของขวัญให้

หลายๆ คนมักจะพูดว่า เห้ย ก็มันเป็นหน้าที่เขา ขอบคุณเขาทำไม มองกลับกันถ้ามีคนขอบคุณเรา เราก็จะดีใจไหมครับ มันเป็นกำลังใจให้เราใช่ไหมล่ะ ทำไมเราไม่มอบกำลังใจให้เขาบ้างล่ะ :D  
เห้ย! แบบนี้คำขอบคุณของเรามันไม่มีค่าอะไรเลยซิ นึกจะพูดก็พูด   

ขนาดคำขอบคุณเรา เรายังหวงแหนเลยแล้วอย่างอื่นละ เราหวงแม้แต่คำพูดดีๆ เราหวงแม้กระทั่งความรู้สึกดีๆ ของเราที่จะส่งต่อให้กับคนอื่น แบบนี้จะทำให้ใครเขาจะอยากทำอะไรเพื่อเรา



พูดขอโทษในทุกๆ ครั้งที่เราทำให้เขารู้สึกไม่ดี ยกตัวอย่าง พูดทำให้เขารู้สึกไม่ดี ไปจนถึงเราทำให้เขาเสียหายโดยไม่ได้ตั้งใจ

เอ้อการพูดขอโทษนี่มันพร่ำเพรื่อมันจะดีหรอ มันจะดีหรอ ไอ้กรณีเราพูดให้เขารู้สึกไม่ดีเนี่ย จริงๆ เราไม่ได้ความอย่างนั้น จะมาโทษเราว่าเราผิดได้ไง เราจะไปรู้รึไงวะ  งี้มันก็เหมือนเราหงอซิ เรากลายเป็นโดนข่มหรอ  อะไรทำนองนี้มาเลย

เราลองมองกลับกันครับ ถ้าเป็นเรา เราก็รู้สึกไม่ดีเช่นกัน แม้จะรู้ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจ 

คำพูดไม่ดีท่ีเราไม่ได้ตั้งใจ เหมือนอิฐก้อนเล็กๆ
ที่มันมาวางกันเขากับเรา นานวันเข้ามันจะกลายเป็นกำแพง


วิธีทำลายกำแพงง่ายๆ “เราขอโทษ เราพูดอะไรทำให้เธอพอใจ เราไม่ได้ตั้งใจนะ ขอโทษจริงๆ” เขากับเราก็จะได้ใจกลับมา


ง่ายมะ

ลองทำดูครับ ไม่ต้องหวังว่าคนอื่นรอบข้างจะเปลี่ยนแปลงนะครับ แต่เราจะเปลี่ยนไป :D


พูดจริงไม่ได้โม้

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2558

Legacy CSS

เอาไงดีนะตอนนี้ซื้อ Theme  มาแล้ว แต่ก็อยากจะเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาบางอย่างใน Theme เราในมันสวยงามตามที่เราหรือลูกค้าอยากได้จะทำไง

ส่วนใหญ่ที่เจอมาเรามันจะหยิบ Class ใน Css ของ Theme ออกมา Overide มันซะ ฮ่าๆ (หัวเราะดังมาก)
พอทำไปนานๆ มันก็จะบวมๆ บางทีอาจจะไม่เห็นภาพ ยกตัวอย่างเช่น

เรื่องสมมติ

บางคน(บางคนนะ บางคน) ใช้ Bootstrap เป็น Template  เวปไซท์แต่ลูกค้าบอกว่า อยากเปลี่ยน Design ของ popover เราก็จะ overide class popover ลงไปตรงๆ เลย WORK FINE!! มันก็โอเคนะไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย พอทำไปนานๆ ลูกค้าบอกว่า ในหน้านี้ขอ popover อีกแบบนึง(เอาด่วน) คราวนี้ทำไงล่ะ ก็เอา id  มาผูกกับ popover นั้น 

#page2 .popover { }

มันก็ใช้นี่ WORK FINE !! (ฮ่าๆๆๆๆๆ) แล้วเราก็จะทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนอ่าว popover เยอะไปหมดเลย ผูกกับอันนั้นอันนี้ไปหมดเลย บางครั้งลูกค้าก็ต้องปรับแก้ดีไซน์ เราก็ต้องกับไปแก้แต่ละอัน อีกนึงที่เสียไปคือ เราจะเสีย popover ของ template เก่าไปเลย เพราะเรา override ไปแล้ว

ทำไงดี?


อย่า Override ครับใช้การเพิ่ม feature หรือ Modified ของเราเข้าไป ถ้าคิดไม่ออกตั้งชื่อไงก็ไปอ่านเรื่อง BEM นะครับ ในโพสเก่าผมได้ครับ


ปล. พยายามอย่า !important  ใน CSS file ของเรานะครับ


วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ตั้งชื่อ Class อะไรดี

ตั้งชื่อ Class อะไรดี


เป็นคำถามแรกเมื่อเราสร้าง HTML Element ขึ้นมาแล้วอยากจะเขียน CSS กำกับ Element นั้น แล้วมันจะชื่ออะไรดีน้า ตั้งแบบนั้นก็ไม่สื่อแหะ จะตั้งอีกอย่างก็ เห้ย มันไปใช้กับ Element อื่นไม่ได้ แล้วก็นั่งคิดหลายนาที สุดท้ายลงเอยกับชื่ออะไรก็ไม่รู้ ที่เราบอกว่าโอเคละ ใช้ได้ แต่พอนานไปไอ้สิ่งที่ใช้ได้กับมัน เราก็งงว่ามันคืออะไร

มาใช้ BEM กัน


BEM คือ อะไร BEM วิธีการอย่างนึ่งในการตั้งชื่อ Class HTML และ CSS ถูกพัฒนาขึ้นโดยทีมที่ Yandex (ผมไม่รู้จักทีมนี้แหะ) จุดประสงค์ก็อยากให้คนอ่าน HTML และ CSS รู้เรื่อง เข้าใจว่า CSS นี้คืออะไรทำให้ใน HTML ได้

มาเริ่ม BEM กัน BEM ย่อมาจาก Block, Element, Modifier 

Block คือ Component นั่นแหละ ยกตัวอย่างเข่า .btn {}, .table{}, .nav{} เป็นต้น
Element คือ เป็น level ต่ำกว่า Block หรือ จักว่าเป็น ลูกก็ได้ เช่น .btn__price{}

<a class=“btn” href=“#”>
<span class=“btn__price”>1,000</span>
<span class=“btn__currency”>Bath</span>
</a>
Modifier คือ เป็น level ที่ไว้ปรับเปลี่ยน style ของ Block อีกที เช่นความสูง เปลี่ยนสี เปลี่ยนอนิเมชั่น เช่น .btn--red{}, .btn--big, .btn--bounce

เช่น 

<a class=“btn btn—-red” href=“#”>
 <span class=“btn__price”>1,000</span>
 <span class=“btn__currency”>Bath</span>
</a>

<a class=“btn btn—-blue” href=“#”>
 <span class=“btn__price”>1,000</span>
 <span class=“btn__currency”>Bath</span>
</a>

ถ้าเรามาอ่าน html เราจะเข้าใจได้ทันทีว่า class นี้ทำอะไร มีความสัมพันธุ์แบบไหน แล้วเราก็ใช้กระบวนการคิดน้อยลงอีก


เอาเป็นว่าการตั้งชื่อ Class ไม่มีถูกไม่มีผิด แต่เราต้องรู้ว่าไอ้ Class ที่เราตั้งนั่นน่ะเอาไปใช้ทำอะไร กลับมาอ่านเข้าใจไหม ถ้าใครสนใจวิธีการ BEM นี้ลองดูครับ

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2558

จะทนเจ็บกับมันไปทำไม รีบจัดการซิ จะได้หายเร็วๆ

เล็บขบ



ผมเจ็บเล็บนิ้วโป้งมานานมากเกือบจะครบหนึ่งสัปดาห์ ผมไม่ได้ใส่ใจความเจ็บที่มีอยู่ แต่รู้ว่ามันเจ็บ


ผมก็ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องต่อไป ไม่เคยคิดจะไปมองที่นิ้วเท้าเราเลย จนสุดมันก็เจ็บมากขึ้นๆ ผมกลับมาที่บ้าน
นั่งดูที่นิ้วโป้งนั้น ก็ได้เห็นว่านิ้วมันบวมมาก ผมเห็นเล็บมันมุดลงไปในเนื้อนิ้วท้าว จนเป็นแผลและเป็นหนอง

มันเจ็บมากตอนตัดและดึงมันออกมาจากนิ้วเรา ผมคิดว่ามันจะไม่หายในเร็วนี้แน่นอน คงต้องเอายามาทา แอลกอฮอลมาเช็ด

เหตุการณ์นี้มันบอกผมได้อย่างนึง 

“ถ้าเราทนเจ็บ จนถึงที่สุดแล้วค่อยจัดการปัญหานั้น แม้ปัญหานั้นจะหายไปเราเองนี่แหละต้องใช้เวลารักษาเยียวยาตัวเองต่อไป”


ผมว่าถ้าเราทนกับปัญหา เรารู้ว่ามันเจ็บปวด แต่เราทนเพื่อบอกว่า 

“สักวันมันจะดีขึ้น” หรือ “ถ้ามันถึงที่สุดแล้วฉันจะจบมันเอง”

“แต่เราไม่เคยคิดว่าสุดท้ายเราต้องเยียวยาตัวเอง” 

ทั้งเจ็บ และเยียวยาตัวเองด้วยต่อไป


ถ้าเราเจอปัญหา ควรเข้าจัดการกับปัญหาให้เร็วที่สุด ให้เจ็บตัวน้อยที่สุดจะดีกว่าครับ

วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2557

อย่าเพิ่งคิด” แล้ว “ทำเลย Robot

สวัสดีครับ 

วันนี้ไม่ได้มาเขียนเกี่ยวกับการวาดรูปแต่อย่างใด.....ครับ

แต่วันนี้จะมาเขียนเกี่ยวกับ Automate Test หรือ Robot ซึ่งผมจะข้ามรายละเอียดเรื่องการเขียนไปก่อน

ผมจะเล่าพอเป็นพิธีก็แล้วกัน (ในความรู้อันน้อยนิดของผม ใครที่มีความรู้มากกว่าเห็นว่ามันไม่ถูกต้องอย่างไร ก็แนะนำเข้ามาได้ครับ)

Automate Test หรือ Robot คือเครื่องมือไว้ช่วยให้ Developer และ Business มาบรรจบกันได้ Robot บอกได้ถึงพฤติกรรมการทำงานของโปรแกรมที่เราเขียนซึ่งจะประกอบไปด้วย Test Case หรือเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นจำลองมันออกมาให้เห็นเป็นภาษาที่คนทั่วไปเห็นก็อ่อ เข้าใจก็รายละเอียดผมว่า คงต้องหาอ่านต่อกันเองแล้วล่ะครับ

ในนี้มีเขียนไว้ http://www.somkiat.cc/ ลองเข้าไป Search หา keyword Robot ดูครับ

ที่ผมจะเล่าต่อคือ เวลาที่โปรแกรมเราใหญ่โตมโหฬาร ที่มีหลาย Function หลายๆ Module มันก็ทำให้เกิด Test Case ใน Robot เรามากมาย เวลามีการแก้หรือเปลี่ยนแปลงให้ตัวโปรแกรมของเรา Robot ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบพฤติกรรมเราก็จะตาย(ฟ้องว่า พฤติกรรมของโปรแกรมมันเปลี่ยน คุณต้องมาดูและแก้ไขฉันนะ) นี่แหละความวิบัติ

เราเริ่มลงมือแก้ไขใน Test Case มันผูกติดๆ กันนั้นมันจะท้อ ทำไมนะฉันแก้ตรงนี้แล้ว ไอ้ตรงนี้มันตายนะ แก้อีกเอ้าตรงนั้นตายนะ เรามันจะพยายามคิดเผื่อมันเข้าไปด้วยอีก เหมือนเรากำลังทำตัวเหมือนเรากำลังเขียนโปรแกรมอีกหนึ่งโปรแกรมนั่นไม่ใช่มันทำให้เรา “เหนื่อยมาก เพราะคิดไปด้วย แก้ไปด้วย และหงุดหงิดไปด้วย”

ต้องขอขอบคุณ Chockchai Phatharamalai หรือพี่จั๊ว ให้คำแนะนำที่ดีมาก และที่มานั่ง Pair Programming กับผมด้วย

พี่จั๊วให้ผมหยุดการคิดทั้งหมดแล้วพยายามแก้ที่ละ Test Case และค่อยๆ ดูไป”อย่าเพิ่งคิด” ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ให้เปิด Report ดูแล้วแก้ไปตาม Report นั้นเลย นอกจากจะพบว่าการแก้ Robot นั้นรวดเร็ว และผมก็พบว่าเราเหนื่อยน้อยลงจริง เราเปิด Report แล้วแก้ตาม แล้วรัน Robot แล้วตายซ้ำแล้วซ้ำอีกจนมันเขียว(สีที่แสดงสถานะว่า Robot ผ่านแล้ว)

Robot บอกถึงพฤติกรรมของคนใช้งานของโปรแกรมเราอยู่แล้ว ถ้าพฤติกรรมไม่เปลี่ยน แต่ข้อมูลเปลี่ยนก็ไม่ต้องคิด แก้ตามข้อมูลที่เปลี่ยนไปเลย

“อย่าเพิ่งคิด” แล้ว “ทำเลย” 



ขอบคุณครับ

วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Comic Path 2 "อยากวาด Comic แล้ว"

สวัสดีครับ วันนี้จะมาพูดกันต่อเรื่อง Comic จากเดิมเราพูดไปแล้วว่า Comic ตะวันตก กับตะวันออกต่างกันยังไง เราก็จะมาต่อว่า "อยากวาด Comic แล้วล่ะทำไง"


ถ้าอยากวาด เราต้องรู้ตัวตนเราก่อนว่าเราชอบอะไร ชอบสไตล์ไหน

"เอ้าจะรู้ได้ไงล่ะพี่ ก็ผมไม่เคยเขียน"

ก็ดูว่าเราชอบศิลปินคนไหน หรืองานเก่าๆ ของเรา ส่วนตัวผมชอบ Joe Madureira (หรือ Joe Mad) และก็ Miwa Shirow  ถ้าไม่รู้จักนะก็ต้องพึ่ง Google ละครับ ดูผลงานเค้าได้ แฟนๆ เยอะอยู่

"เอ้าพี่ผมชอบแล้วทำไงต่อ"


ลอกครับ อ่านไม่ผิดครับ ลอกครับ ลอกภาพเขาเลย เราลอกเขาเพื่อพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่ลอกเพื่อไปอวดอ้างว่าเป็นงานเราครับ ดียังไงถ้าเราลอกงานเขา

1. ฝึกมือ
    เราจะฝึกการลากเส้นดำ งาน Comic วัดกันที่เส้น งั้นเราต้องฝึกเรื่องนี้หนักๆ หน่วงๆ ไปเลย

2. ได้ฝึกกายวิภาค
    เราจะได้ดูว่าที่เค้าวาดกล้ามเนื้อนั้นวาดยังไงแบบไหน และที่สำคัญเราเองต้องแม่นเอง พยายามไปหาฝึกวาดเพิ่มเติมด้วยครับ

3. สีแสงและเงา
    เราได้ดูว่าแสงที่เขาลงเข้ามาทางไหน มุมไหน ส่วนเทคนิคการลงแสงสี(ไม่มีเสียง) จะตามมาอีกทีนะครับ


"จงลอกเพื่อเป็นความรู้ครับ อย่าลอกเพื่อนำมาอวดอ้างว่าเป็นของตนครับ"

แล้วเราจะภูมิใจในงานของเรา คนที่มาดูเค้าจะได้ดูงานของเรา ตัวตนของเราจริงๆ ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2557

สวัสดีครับ ไม่ได้เขียน blog นานมากได้เวลากลับมาเขียนอีกครั้งโดย เพื่อนๆ ในทีมงาน Odd-e ครับ โดยตั้งใจว่าต่อจากนี้จะเขียนเกี่ยวกับการวาดการ์ตูน Comic ฝั่งตะวันตกกันครับ

เรื่อง หัดวาด Comic ฝั่งตะวันตกจ้า ep01 


ผมคงไม่ต้องเกริ่นนะครับ ว่า comic ฝั่งตะวันตกนี่ต่างจาก มังงะ (Manga) หรือ Janpanese Comic ยังไงนะครับ ความต่างคือ(ทัศนะของผมนะ) แบบ Manga แล้วส่วน Manga ใช้ช่องไฟที่หวือหวา มีเส้นสปีดที่ทำให้ดูรวดเร็วดุดัน ร่างกายของตัวละครบิดเบี้ยวผิดส่วนบ้างเพื่อความสนุกเพลิดเพลินในการอ่าน 

 Comic 

           ด้านภาพของ Comic จะดู Real กว่า จะใช้การเล่าเรื่องแบบภาพประกอบมากกว่าที่จะมีแอ็คชั่นที่ดูรวดเร็วดุดัน โดยส่วนมาก Comic นั้นจะลงสี น้ำหนักของสีจากเงาดำที่ถมดำสนิท ไปจนถึง แสงสว่าง ตัวสีของ Comic ก็ไม่ได้เกลี่ยสีมากเหมือนเรา painting  ทั่วไป แต่งานหนักของ Comic  คือ การลงเส้นดำและเงาดำ รายละเอียดของมันต้องชัดเจน

Manga 

            จะต่างจาก Comic  จะไม่ได้ลงรายละเอียดกับตัวคนมากนัก ไม่ได้ดูสมจริงเท่าไหร่ แต่จะต่างกันที่กรอบของตัว Manga ที่จะทำให้เราดำเนินเรื่องได้เร้าใจ พร้อมกับเส้นสปีดที่ทำให้ ตัวละคร Action ได้เลื่อนไหลมากยิ่งขึ้น จะไม่ค่อยลงสีเท่าไหร่ เพราะแค่งานตัดเส้นถมและเส้นสปีดก็หนักเอาเรื่อง เพื่อไม่ให้ภาพดูแบนราบจนเกินไปจึงใช้สกรีนโทนเข้ามาช่วย


งานของ Comic และ Manga นั้นดูเหมือนจะแตกต่างกันอยู่บ้าง แต่สิ่งที่ทำให้เหมือนกันนั้นก็คืองานลงเส้นดำ มันเป็นงานที่ต้องใช้พลังกาย พลังใจ และความอดทนสูงมาก กินเวลาเยอะมาก ฉะนั้นงานนี้ถ้าไม่รักกันจริง ก็อาจจะทำให้ท้อกันง่ายๆ เลย

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2554



วันนั้นทำให้อยากเรียนญี่ปุ่นทันทีเลยแหะ...

วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

โว๊ะ.......ความสุขเล็กๆ ในสภาวะ น้ำท่วม

หลายคนตอนนี้อาจจะเป็นผู้ประสบภัยน้ำท่วม ไม่ก็เกือบจะเป็นกันไปแล้ว ก็หลายคนเครียดบ้านโดนท่วม อีกหลายๆคนเครียดกว่าบ้านยังไม่ท่วมแต่ฟังข้อมูลข่าวสารว่าจะท่วมไม่ท่วม ลองมาอ่านอะไรขำๆของคนบ้านโดนน้ำท่วมเล่นๆดูเผื่อจะได้ลดความตึงเครียดได้บ้าง

-------------------------------------------------------------------------------------------------


พ่อกับลูกกำลังอยู่ในบ้านกำลังประสบภัยน้ำท่วมแห่งหนึ่งในกรุงเทพ(แถวๆอนุสรณ์สถาน)

ลูก: พ่อน้ำเข้าบ้านแล้วทำไงดีกระสอบทรายเอาไม่อยู่แล้ว
พ่อ: (พ่อทำหน้าเครียด) พ่อบอกลูกแล้วว่าให้ซื้อนาฬิกา
ลูก: (ลูกทำหน้างง) ซื้อทำไมพ่อ??
พ่อ: ก็นาฬิกามันกันน้ำ น้ำจะได้ไม่เข้าบ้าน (ตึกโป๊ะ ในใจพ่อ)
ลูก: (ทำหน้าเซ็ง) โว๊ะ...

--------------------------------------------------------------------------------------------------


อากับหลานกำลังอยู่ในบ้านกำลังประสบภัยน้ำท่วมแห่งหนึ่งในกรุงเทพ(แถวๆอนุสรณ์สถาน ที่เดิม)
ขณะที่น้ำกำลังไหลเข้าบ้านเรื่อยๆ ก็คางคกว่ายน้ำเข้าบ้าน



หลาน: อาๆ นั่นมันคางคก(มือชี้ไปที่แขกที่มาใหม่ในบ้าน)
อา: จับมันขึ้นที่แห้งหน่อยมันอยู่ในน้ำไม่ได้นาน
หลาน: คางคกมันอยู่ในน้ำได้(หลานเถียงเสียงแข็ง) มันเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ
อา: ไม่ได้ๆคางคกมัน ไม่ใช่แมว(ทำเสียงดุเล็กๆ)
หลาน: (หยุดงงเล็กน้อย) แมวมันอยู่ในน้ำได้ที่ไหนเล่า(ตั้งสติแล้วเถียงสู้)
อา: ก็แมวน้ำไง (ตึกโป๊ะ ในใจอา)
หลาน: โว๊ะ...

---------------------------------------------------------------------------------------------------


สิงห์บุรีกำลังตกอยู่ในสภาวะน้ำท่วมกัน
พ่อลูกคู่หนึ่งทานข้าวเย็นขณะที่ระดับน้ำยังคงสูงขึ้นเรื่อยใกล้จะมิดชั้นหนึ่ง

ลูก: เฮ้อ พ่อน้ำปีนี้เยอะเนอะ พ่อว่ากรุงเทพจะรอดไหม
พ่อ: (สีหน้าพ่อเคร่งเครียดมาก) พ่อว่าปีนี้กรุงเทพไม่น่ารอด
ลูก: จริงหรอพ่อ (ลูกตกใจระดับหนึ่ง) ทำไมพ่อคิดอย่างงั้นล่ะครับ
พ่อ: ก็คลองมันแค่สามวาเอง (ตึกโป๊ะ ในใจพ่อ)
ลูก: โว๊ะ...

----------------------------------------------------------------------------------------------------

ขอคอบคุณ ครอบครัว สงวนสัตย์ และก็พ่อหวาน พรหมผาง ที่ทำให้เกิดรอยยิ้มเล็กๆ

แม้ว่าในใจอาจจะเครียด วิตกกังวล ถ้าเราพยายามใจเย็นๆ หาวิธีการแก้ไขมัน มองหาความสุขที่มีอยู่รอบตัวคุณ บางทีความทุกข์ที่มีอาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อย ก็เป็นได้

ผมเป็นกำลังใจให้ครับ (บ้านผมก็ท่วม T ^ T)


วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เมื่อ [ความเศร้า] มานั่งข้างๆ...


เวลาเราใช้ชีวิตปกติสุขของเราไปตามกระแสของวันเวลาเราโดยไม่เคยรู้เลย
 [ความเศร้า] กำลังเข้ามา สุดท้ายเค้าก็มานั่งข้างเรา
จากตัวเราที่เคยสดใส เคยร่าเริง มันหายไปหมด เค้าก็พามันไปหมด
เราเองเริ่มสงสัยจะทำยังไงกับ [ความเศร้า] ที่ตามติดเราตลอด
เราเริ่มหนีจากความเศร้าโดยพาตัวไปพบปะผู้คน หรือแม้แต่เก็บตัวไม่เจอใคร
แต่สุดท้ายสิ่งที่ดีที่สุดคือการพยายามอยู่กับ [ความเศร้า] จนกว่าเขาจะจากไป

บางที [ความเศร้า] ก็แค่มาบอกเราว่า "พยายามผ่านมันไปให้ได้นะ"



...ไม่มีวันที่ฝนจะหยุดตกอย่างแท้จริง เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับสายฝน...

วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เมื่อการเดินทางสำคัญกว่าจุดหมาย

เมื่อการเดินทางสำคัญกว่าจุดหมาย
มาจากหนังสือชื่อ 52 วัน มหํศจรรย์ครึ่งโลก ของ เปเล่ - คริสโตเฟอร์ วอชิงตัน

พอดีผมมีโอกาสอ่านหนังสือเล่มนี้โดยการหยิบยืมรุ่นน้องในที่ทำงานด้วยความเป็นคนชอบผจญภัยจึงขอยืมอ่าน แค่หน้าปกของเล่มก็เจอคำที่ว่า "เมื่อการเดินทางสำคัญกว่าจุดหมาย" ผมอ่านแล้วก็คิดว่าอืมจริง ผมนึกย้อนไปถึงการเดินทางของผมนั่งบนรถเมย์ รถทัว รถไฟ หรือรถส่วนตัวก็ตามผมมักจะชอบมองออกไปแล้วเก็บสิ่งที่น่าประทับใจในการเดินทางนั้นๆ

ผมว่ามันก็คล้ายกับชีวิตคนเราที่เดินทางจากกิโลเมตรที่ 1 ไปยังลมหายใจสุดท้ายของชีวิตเป้ามายมันถูกกำหนดไว้ชัดเจนตั้งแต่เกิด แล้วก็เกิดเป้าหมายตลอดการเดินทางของชีวิตเรา ไม่ว่าจะสั้นแค่ "ตื่นเช้ามาไปชงกาแฟ" ไปจนถึง ."เป็นเจ้าของบริษัทที่มูลค่าเป็นพันๆล้าน" แต่พอเราพุ่งไปยังเป้าหมายจนลืมไปว่าชีวิตเรามันยังบางอย่างที่สำคัญไปคือ "การเก็บความทรงจำที่ดีตลอดการเดินทาง" :)






เลยขอนำ MV นี้มาลงด้วย เนื่องจากภายใน MV มีการเดินทางตลอด MV

พอฟังเนื้อหาก็ยังกลับมาเรื่องเดิม "เมื่อการเดินทางสำคัญกว่าจุดหมาย"
ผมเลยเข้าใจว่าเมื่อเรารักใครสักคนนึงบางครั้งเป้าหมายคือการที่อยู่เคียงข้างเขา แต่จริงๆแล้วเราควรเก็บความสุขที่เรารักเขาแม้ปลายทางมันจะไม่ใช่ก็ตาม :)

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เราจะรอให้พร้อมไปทำไม.....


“จุดเริ่มต้นของมุมหักเหไม่กี่องศา แต่ปลายทางมันต่างกันลิบลับ”
หลายๆคนอาจจะนึกภาพไม่ออกว่าเป็นยังไงดูภาพประกอบครับ


ให้เราลองจินตนาการตัวเราไปอยู่ในนั้นครับ ว่าเรากำลังเริ่มต้นอะไรสักอย่างที่มันแตกต่างจากคนอื่น หรือมองว่าแปลกแยก อย่าแปลกใจครับ เพราะเคยมีคนที่ทำสิ่งที่แตกต่างตั้งมากมายในอดีตให้เรายกตัวอย่างกันอย่างไม่หวาดไม่ไหว
"ก้าวแรกสำคัญ หากสิ่งที่สำคัญกว่าคือทิศทางที่ถูกต้อง"  http://twitter.com/#!/wongthanong
ให้ลองถามตัวเองว่าเราชอบอะไร ค้นหาและตั้งใจทำมันให้เต็มที่
“อย่าไปคิดว่าจะประสบความสำเร็จอย่างไร ให้คิดว่าตอนนี้มีเรื่องอะไรท้าทายเรามาที่สุด เรื่องอะไรที่เราอยากรู้ที่สุด
อยากหาคำตอบที่สุด อะไรที่เราไม่ได้ทำแล้วจะเสียดายมากที่สุด แล้วให้ลงมือทำสิ่งนั้น อย่าไปคิดถึง
5 ปีข้างหน้า อย่าคิดว่าเราจะได้รางวัลอะไรรออยู่ “[จาก นิ้วกลม ]
แต่พูดเรื่องนี้เสร็จก็จะอาจจะมีคนพูดกลับมาว่า “ผมแก่แล้วจะทำอะไรได้” “เรื่องแบบนี้ก็ปล่อยให้เด็กเขาทำไป” .”เริ่มตอนนี้จะไปทันอะไร” ผมก็อยากบอกไปว่า
“การเริ่มต้นไม่มีคำว่าสาย ไม่ต้องรอพร้อม เราต่างหากที่ต้องทำตัวให้พร้อม”
ผมก็เป็นคนชอบอะไรหลายๆอย่าง อยากทำไปหมดก็พยายามทำไปเรื่อยๆ
เคยมีคนถามว่า “ทำไมพี่ทำอะไรเยอะแยะจัง” ผมยังไม่ทันตอบอะไร ก็ถามต่อไปว่า “ถ้าสิ่งที่ทำมาทั้งหมดมันพังครืนลงมา พูดง่ายเจ๊งนั่นเอง พี่จะทำไง” ผมก็ได้โอกาสตอบสักที จริงๆก็ไม่ได้คิดเหมือนกันก็ถ้าวันหนึ่งมันเป็นอย่างนั้นขึ้นผมจะทำไง??? แต่ก็แวบเข้ามาในหัวก็ตอบไป .”พี่ก็คงไม่เสียใจหรอกถ้ามันเป็นอย่างนั้น เพราะพี่ก็คงบอกตัวเองว่าอย่างน้อยเราก็ได้ทำ” ผมว่าความสำคัญของมันไม่ได้อยู่ที่ว่าสำเร็จหรือไม่สำเร็จ มันอยู่ที่การกระทำคุณเอง คุณเลือกที่จะทำมันเองแล้วสุดท้ายความสำเร็จคือกำไร เพราะท้ายที่สุดเวลาคุณมองย้อนกลับมาจะได้มานึกเสียว่าถ้าวันเราได้ทำสิ่งนั้นลงไปเราอาจจะไม่เป็นอย่างนี้
“อย่าเสียใจในสิ่งที่ล้มเหลว แต่เราจะเสียใจเมื่อเวลาผ่านไป โดยที่เราไม่ได้ทำอะไรเลย”

วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2554

อดีตไม่ใช่เครื่องชี้วัดอนาคตของคนๆนั้น

"ธนบัตร 1000 บาท ต่อให้มันใหม่ หรือ ยับยู่ยี่ หรือสกปรกเปรอะเปื้อนแค่ไหน มันก็ยังมีค่า 1000 บาท ชีวิตคนเราก็เช่นเดียวกัน บางครั้ง เราอาจจะถูกทอดทิ้ง ถูกใครต่อใครซ้ำเติม เหยีบย่ำ ถูกขยี้ ยับเยิน เพราะผิดพลาดในการก้าวเดินของชีวิต จนทำให้เธอเกิดความรู้สึกว่าตนเอง ไร้ค่า แต่รู้ไหม ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เธอก็ยังมี คุณค่าของความเป็นคน ไม่ว่าเธอจะสะอาดเอี่ยม หรือยับยู้ยี่"

จาก 
Theeradej Thipdechakorn (ขอขอบคุณข้อความดีๆครับ)

อยากให้มองไปข้างหน้า ไม่ว่าด้านหลังมันจะดำมืดแค่ไหน อย่างน้อยให้เชื่อว่าวันข้างหน้ามันยังมีอยู่ ถ้อได้แต่อย่าถอย หมดแรงได้ แต่อย่าหมดหวัง

"เพราะอดีตไม่ใช่เครื่องชี้วัดอนาคตของคน"

แมวดำ

วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ชีวิตคือวันข้างหน้า.....


บางคนคิดว่าชีวิตมันสั้น
บางคนคิดว่ามันยาว
บางคนคิดว่าอาภัพ
บางคนคิดว่าโชคดี

กรณีที่ว่าเราแย่แล้ว ให้คิดเสมอว่ายังมีแย่กว่า
กรณีที่ว่าเราสุขใจ ให้คิดเสมอว่าความสุขมันมีอยู่อีกในวันข้างหน้า

เราจะได้ใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท และมีกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อ

ถ้ามันแย่มันก็ยังมีวันพรุ่งนี้ วันนี้มันหนัก มันก็ยังมีวันพรุ่งนี้
ถ้าท้อให้มองกลับไปว่าเราผ่านอะไรมาบ้าง ความสำเร็จที่เราเคยผ่านมานั่นแหละคือสิ่งที่กำลังบอกว่าเราไปต่อได้
บางคนบอกว่าของผมไม่มี ของหนูไม่มี มีสิ่งอย่างน้อยเราก็พูดได้ เราเดินได้ เราอ่านหนังสือออก ทุกอย่างคือความสำเร็จในชีวิตทั้งหมด เอามันมาเป็นกำลังใจในการตื่นมาพบกับวันพรุ่งนี้

ขอให้มีความสุขกับการใช้ชีวิตนะครับ ^ ^

วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554

จากแมวดำถึงวันแม่

จากแมวดำถึงวันแม่
                สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่านเนื่องด้วยเดือนนี้เป็นเดือนที่มีวันสำคัญวันหนึ่ง ก็คือ วันแม่ นั่นเอง วันนี้เลยอยากจะฝากถึงผู้ที่ติดตามเรา GadtoU ไม่ว่าคุณผู้อ่านจะอยู่ ณ จุดๆใดบนโลกใบนี้ อยากให้คุณผู้อ่านได้ย้อนนึกกลับไปในวัยเด็กเท่าที่พอจะนึกออก ให้ลองนึกถึงคืนวันที่อยู่กับแม่ หรือตอนนี้บางท่านอยู่ข้างๆ แม่อยู่แล้ว แล้วบอกกับตัวเองว่าคุณผ่านอะไรมาบ้าง แล้วคนที่อยู่รอบๆ ข้างคุณมีใครบ้าง แน่นอน หนึ่งในนั้นต้องมีแม่ของคุณอยู่ข้างๆคุณ ไม่ว่าจะเดินหน้าไปกี่ก้าวเมื่อหันหลับมาก็จะเจอแม่ที่รอเราอยู่เสมอเป็นกำลังใจให้เสมอ และท่านไม่เคยหวังอะไรมากไปกว่าคุณอยู่เป็นสุขสบายและประสบความสำเร็จในชีวิต  ลึกๆในใจของแม่หลายๆคนก็อยากได้ยินคำว่า “รัก” ออกจากปากคุณครับ
บอก “รัก” ท่านถ้าคุณยังมีโอกาสนะครับ
ความสุขจริงอยู่ที่ไหนใครจะรู้
ความสุขแท้นั้นอยู่ตลอดไหม
ความสุขล้นที่เอ่อออกจากใจ
ความสุขใดจะสู้จากครอบครัว

วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2554

วันนี้ ของการคิดอะไรคนเดียว

เดินออกมาจากออก office แล้วยืนคิดคนเดียวว่า การทำงานที่ดีที่สุดคือทำมันออกมาจากใจ ออกจากใจแล้วใจ ใช้ใจทำ ทำให้สุดใจ แล้วจะสุขใจ ที่ได้ทำ